ส้นเท้าแตก สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน และวิธีการดูแลตนเองเมื่อมีอาการ

0
585

เท้าเป็นอวัยวะเบื้องล่างที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอวัยวะส่วนอื่น เนื่องจากมีการถูกใช้งานแทบตลอดทั้งวัน จึงส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาส้นเท้าแตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากปล่อยทิ้งไว้ระยะเวลานาน จะทำให้ฝ่าเท้าหนาขึ้นและแตกเป็นร่องลึกจนทำให้รู้สึกเจ็บได้

สาเหตุของส้นเท้าแตก

  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ
  • อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำ หรือแช่น้ำร้อนเป็นเวลานาน 
  • ใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทำให้ผิวแห้งจัด 
  • อยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็นเป็นประจำ โดยไม่ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไป จะไปกดทับที่บริเวณฝ่าเท้า โดยเฉพาะการสวมรองเท้าแบบเปิดผิวเท้า หรือพื้นรองเท้าแข็งเกินไป 
  • เกิดจากการเจ็บป่วยบางโรค เช่น โรคเบาหวาน

อาการของส้นเท้าแตก

  • ระยะแรก ส้นเท้าจะมีอาการบวมแดง 
  • เมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน รอยแตกเล็กๆ จะเริ่มเป็นร่องลึก และแตกเป็นรอยเลือดในที่สุด
  • บางรายจะรู้สึกเจ็บ แสบ จนเดินไม่ไหว 
  • หากมีอาการรุนแรง อาจเกิดภาะวะแทรกซ้อน เช่น สูญเสียความรู้สึกบริเวณส้นเท้า ติดเชื้อในเนื้อเยื่อข้างเคียง มีหนอง หรือเป็นแผลที่เท้าชนิดเป็นโรคเบาหวานร่วมด้วย

การรักษาส้นเท้าแตก

เราสามารถรักษาส้นเท้าแตกในระยะแรกได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น บวมแดง เจ็บที่ส้นเท้าอย่างมาก มีหนอง หรือดูแลด้วยตัวเองแล้วไม่ทุเลาลง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา และอาจจะต้องตรวจหาการติดเชื้อร่วมด้วย

  • การผ่าตัดเนื้อตาย แพทย์จะตัดนำเอาผิวหนังแตกส่วนที่แข็งและหนาออก ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่ควรทำเองที่บ้าน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
  • การปิดบาดแผล แพทย์จะใช้ผ้าพันเพื่อปิดบาดแผลที่ส้นเท้าแตก เป็นการช่วยลดแรงกระเทือน หรือการฉีกขาดของผิวหนังจากการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • การจ่ายยา แพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อระงับอาการปวดและอักเสบ หรืออาจจะมียาทาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) หรือยูเรีย (Urea) ซึ่งมีสรรพคุณทำให้ส้นเท้านุ่มลง และเรียบขึ้น
  • การเสริมพื้นรองเท้า แพทย์จะแนะนำในการใช้แผ่นยางเสริมพื้นรองเท้า เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ลดความรุนแรง และลดแรงกดของน้ำหนักที่ส้นเท้า 

การป้องกันส้นเท้าแตก

  • การอาบน้ำ ควรอาบน้ำที่มีอุณหภูมิปกติ ไม่อาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำร้อนนานเกินไป และควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง พร้อมกับทาครีมบำรุงผิวที่เท้า และหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น
  • รองเท้า พยายามหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะเป็นประจำ หรือรองเท้าที่มีลักษณะเปิดเท้า โดยเลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป พื้นรองเท้ามีความนุ่มและคุณภาพดี เมื่ออยู่ในบ้านอาจจะเลือกสวมรองเท้าขนนุ่มๆ จะช่วยลดแรงกระแทกได้พอสมควร
  • เช็คสุขภาพเท้า ควรสังเกตหรือตรวจอาการบวม และรอยแตกของส้นเท้า จากนั้นบำรุงรักษาผิวหนังบริเวณเท้าอย่างถูกวิธี หรืออาจจะไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง 

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการส้นเท้าแตก

  • ใช้สบู่บำรุงผิว เลือกใช้สบู่ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงและอ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง หรือก่อให้เกิดอาการระคายเคือง
  • ทายาและครีมบำรุงผิว ครีมหรือยาที่มีส่วนประกอบของ “ไดเมทิโคน (Dimethicone)” สามารถช่วยกักเก็บน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ช่วยลดการเกิดหนังที่หนาหรือด้าน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของส้นเท้าแตก จากนั้นทาครีมบำรุงผิวประเภทมอยซเจอร์ไรเซอร์เข้มข้นหรือปิโตรเลียมเจลลี่ที่เท้าเป็นประจำ จะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวแห้งแตกได้ แล้วสวมถุงเท้าทับก่อนนอนอีกชั้นหนึ่ง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และฟื้นฟูผิวบริเวณที่แห้งแตกให้กลับมาสภาพปกติ 

อาการส้นเท้าแตกเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจไม่น้อย เพราะถ้าดูแลหรือรักษาไม่ถูกวิธี นอกจากจะทำให้รู้สึกเจ็บจนส่งผลเสียต่อบุคลิกแล้ว ยังอาจเกิดการติดเชื้อจนเป็นปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลังได้นั่นเอง 

ที่มาของข้อมูล: honestdocs